(FWA 2026/1/22)แค่ให้คนอื่นยืมบัญชีไปใช้ หรือช่วยกดเงินสดออกมา ถือว่าเป็นการฉ้อโกงหรือไม่? ระวัง คุณอาจตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว!

เพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกง รัฐบาลไต้หวันได้แก้ไขกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเพิ่มบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับ “การใช้ชาวต่างชาติเป็นเครื่องมือ” และ “การฉ้อโกงที่มีมูลค่าสูง” นอกจากนี้ เกณฑ์การลดหย่อนโทษยังถูกยกระดับขึ้นอย่างมาก: จำเลยจะต้องบรรลุข้อตกลงยอมความกับผู้เสียหายและชดใช้ค่าเสียหายเต็มจำนวน จึงจะมีสิทธิ์ได้รับการลดโทษ

เพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อนชาวต่างชาติทำผิดกฎหมายโดยไม่ตั้งใจเพราะความไม่รู้—และอาจทำลายอนาคตในไต้หวัน—FWA ได้รวบรวมคู่มือป้องกันการหลอกลวงสำหรับชาวต่างชาติในไต้หวันนี้ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) โปรดสละเวลา 3 นาทีเพื่อทำความเข้าใจเส้นแบ่งทางกฎหมายเหล่านี้ เพื่อที่คุณจะได้ไม่สูญเสียชีวิตที่คุณสร้างมาด้วยความยากลำบาก


บัญชีม้าคืออะไร?

NPA ชี้แจงว่า บัญชีม้าคือบัญชีธนาคารที่เปิดในชื่อของคุณ แต่คุณไม่ใช่ผู้ใช้บัญชีนั้นจริง โดยได้ยกให้ (ขายให้) ผู้อื่นใช้หรือควบคุมแทน (แน่นอนว่าคุณก็ได้มอบบัตรธนาคารและรหัสผ่านของคุณให้เขาไปแล้ว)

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่มาขอใช้บัญชีแทนคุณนั้น มักจะเป็นมิจฉาชีพ พวกเขาจะโอนเงินเข้าและโอนเงินออกผ่านบัญชีของคุณ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามข้อมูลโดยธนาคารและตำรวจ และเนื่องจากชื่อบัญชีเป็นชื่อของคุณ ในที่สุดตำรวจก็จะมาตามตัวคุณ

คุณคิดว่าการขายบัญชีเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยหรือ?

แค่อยากได้เงินไว คงไม่มีปัญหาหรอก? NPA เตือนว่า: ระวังตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง!

เมื่อคุณขายบัญชี บัตรธนาคารและรหัสผ่านให้แก่ผู้อื่น หรือเปิดบัญชีให้ผู้อื่นใช้แทน บัญชีของคุณก็จะกลายเป็นบัญชีม้าทันที ผู้ที่ถูกหลอกก็จะโอนเงินเข้าไปในบัญชีม้าที่เป็นชื่อของคุณตามข้อมูลที่มิจฉาชีพแจ้งไว้ จากนั้น มิจฉาชีพก็จะใช้บัตรธนาคารและรหัสผ่านของคุณไปถอนเงินออกมา

เท่ากับว่า คุณเป็นผู้ช่วยมิจฉาชีพหลอกลวงผู้อื่น ซึ่งถือเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงเช่นกัน

ระวังโทษหนักจากการขายบัญชี!

  1. ตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อาจต้องรับโทษตามกฎหมายอาญา คุณจะถูกจำคุก และอาจต้องอยู่ในเรือนจำ 1 ถึง 10 ปี ซึ่งระหว่างนี้คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับภูมิลำเนา เมื่อครบกำหนดโทษ ก็จะส่งตัวกลับทันที โดยไม่สามารถทำงานทำงานที่ไต้หวันได้อีก แล้วคนในครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร?

  2. บัญชีธนาคารของคุณทั้งหมดจะถูกอายัด จะกู้เงินหรือทำบัตรเครดิตก็ลำบาก ถึงจะถอนเงินได้ แต่จะมีวงเงินจำกัดในการถอนต่อวัน

  3. คุณจะได้รับโทษ และมีประวัติคดีความ หากจะเข้าไต้หวันอีกก็จะเป็นเรื่องยาก

  4. อย่าคิดว่าเดินทางออกนอกประเทศก็จบแล้ว รัฐบาลไต้หวันจะออกหมายจับตามตัวคุณ

ตัวอย่างคดีจริง: ขายบัญชีจนทำชีวิตพัง!

ตัวอย่างคดีที่ 1: แรงงานหรือนักศึกษาต่างชาติขายบัญชีเพื่อให้ได้เงินเร็ว เมื่อตำรวจสืบสวนจนจับตัวได้ และศาลได้พิพากษาโทษ 2 ปี ทำให้ระหว่างนี้ผู้กระทำผิดไม่สามารถเดินทางกลับประเทศหรือทำงานในไต้หวันได้

ตัวอย่างคดีที่ 2: แรงงานข้ามชาติขายบัญชีก่อนกลับประเทศ คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อเดินทางมาที่ไต้หวันอีกครั้ง ก็ถูกจับกุมทันทีที่สนามบิน เพราะเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ

ทำอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ?

เพื่อหลีกเลี่ยงกับดักเหล่านี้ NPA แนะนำดังนี้:

  1. ไม่ควรให้ยืมหรือขายบัญชีธนาคาร บัตรธนาคาร และรหัสผ่านให้แก่ผู้อื่น และไม่ควรช่วยผู้อื่นเปิดบัญชีในชื่อของคุณ หากมีคนมาขอใช้บัญชีหรือบัตรธนาคารของคุณ ให้ระวังไว้ว่าเป็นมิจฉาชีพ!

  2. ถ้าผู้อื่น (ไม่ว่าจะรู้จักกันหรือไม่ก็ตาม) ขอให้คุณช่วยเปิดบัญชีหรือโอนเงิน ไม่ว่าเขาจะให้ค่าตอบแทนคุณมากแค่ไหน ก็ต้องปฏิเสธทันที อย่าโลภ! ระวังโดนหลอก!

  3. ถ้าพบว่ามีกระแสเงินที่ไม่ปกติเข้าออกบัญชีของคุณ ต้องติดต่อธนาคารและแจ้งตำรวจทันที!

  4. ปกป้องตนเองและครอบครัว ต้องปฏิเสธการขายบัญชี!

ปกป้องตนเอง อย่าตกเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกง!

  1. การขายบัญชีส่งผลต่อตัวคุณเองและผู้อื่น อาจทำให้ชีวิตของคุณพังได้!

  2. เมื่อบัญชีของคุณกลายเป็นบัญชีมิจฉาชีพ ก็จะติดรายชื่อบัญชีดำของธนาคาร ซึ่งในอนาคต ไม่ว่าจะถอนเงิน กู้เงิน หรือสมัครบัตรเครดิต ก็ทำไม่ได้สักอย่าง

  3. มิจฉาชีพได้เงินไป ส่วนคุณต้องติดคุกแทน จะคุ้มไหม?

  4. ขายบัญชี = ช่วยมิจฉาชีพฟอกเงิน = อาจถูกจำคุก!

  5. คุณได้เงินไม่กี่พัน มิจฉาชีพได้เงินเป็นล้านๆ สุดท้ายคนซวยก็มีแต่คุณ!

ตัวกลางส่งเงินคืออะไร?

  1. เมื่อคุณช่วยมิจฉาชีพถอนเงินด้วยบัตรธนาคารและรหัสผ่านของผู้อื่น หรือเก็บเงินผู้อื่นแล้วมอบให้แก่มิจฉาชีพ เท่านี้คุณก็ตกเป็นตัวกลางส่งเงินแล้ว

  2. NPA เตือนว่า การที่คุณช่วยมิจฉาชีพเก็บเงินที่ได้จากการหลอกลวง ถึงจะส่งมอบให้กับมิจฉาชีพไปแล้ว คุณก็ยังเข้าข่ายการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงและฟอกเงิน และในที่สุดตำรวจก็จะมาตามตัวคุณ

  3. ตัวกลางส่งเงินจะถูกตำรวจตามจับได้ง่ายมาก มิจฉาชีพจึงต้องการให้คุณไปช่วยเก็บเงินแทน สุดท้ายผู้ที่ได้เงินไปก็คือมิจฉาชีพ แล้วผู้ที่โดนตำรวจจับก็คือคุณ และคุณยังต้องรับผิดชอบชดใช้เงินให้แก่เหยื่อที่ถูกหลอกอีกด้วย

คุณคิดว่าเป็นแค่ตัวกลางคงไม่มีความผิดอะไร?

ช่วยเก็บเงินเท่านั้นเอง คงไม่ผิดกฎหมายหรอก? ระวังสุดท้ายต้องชดใช้จนหมดตัว!

NPA เน้นย้ำข้อเท็จจริงดังนี้:

  1. การเป็นตัวกลางไม่ใช่ความผิดเล็กน้อย แต่เป็นการกระทำความผิดที่ร้ายแรง อาจต้องได้รับโทษจำคุก 1 ถึง 7 ปี แล้วยังต้องชดใช้เงินจำนวนมหาศาลอีกด้วย

  2. ถ้าผู้เสียหายยื่นฟ้อง ศาลยังสามารถยึดทรัพย์สินของคุณเพื่อชดใช้ให้แก่ผู้เสียหายได้

  3. แม้ว่าคุณจะนำเงินไปซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือขายต่อให้ผู้อื่นไปแล้ว รัฐบาลก็ยังสามารถติดตามคืนได้ ยังไงก็หนีไม่พ้น!

ตัวอย่างคดีจริง: รับจ้างเป็นตัวกลางจนสูญเสียทุกอย่าง!

ตัวอย่างคดีที่ 1: นักศึกษาต่างชาติช่วยมิจฉาชีพถอนเงินจากตู้ ATM แล้วสุดท้ายถูกตำรวจจับได้ นอกจากโดนไล่ออกจากมหาลัยและได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ยังต้องรับผิดชอบคืนเงินให้ผู้เสียหายอีกด้วย

ตัวอย่างคดีที่ 2: แรงงานต่างชาติได้ยินว่าจะได้เงินเร็ว จึงไปช่วยมิจฉาชีพเก็บเงินจากผู้อื่น (ความจริงแล้วก็คือเก็บเงินจากเหยื่อที่โดนหลอก) สุดท้ายถูกตำรวจจับได้ ไม่เพียงต้องจำคุกโดยไม่อนุญาตให้กลับประเทศเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถทำงานต่อได้ ทำให้ครอบครัวต้องลำบากไปด้วย

ตัวอย่างคดีที่ 3: นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเห็นโฆษณารับสมัครงาน ลงข้อมูลว่ามาทำงานระยะสั้นที่ไต้หวัน จะมีรายได้ดี งานสบาย และยังให้ตั๋วเครื่องบินไปกลับฟรีอีก แต่สุดท้ายก็มาเจอกับมิจฉาชีพ ซึ่งมิจฉาชีพได้ยึดโทรศัพท์มือถือและหนังสือเดินทางไปหมด ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับครอบครัวหรือเพื่อนได้

งานที่ให้ทำก็คือไปเก็บเงินแทนมิจฉาชีพ โดยต้องได้เงินมาระดับหนึ่งแล้ว จึงจะคืนหนังสือเดินทางให้พวกเขาและให้กลับประเทศได้ แต่ถ้าโดนตำรวจจับไปก่อน ก็คงไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้เงินด้วย อีกทั้งยังต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายและชดใช้ค่าเสียหายอีกด้วย